วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

การเลี้ยงปูนา

ในภาคอีสานบ้านเรา ถ้าพูดถึงปูนา หรืออยากนำปูนามาประกอบอาหาร ก็แค่หยิบเสียมไปขุดเอาตามท้องไร่ท้องนา ใกล้ๆคันแทนา หรือ คูนา คูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้เนื่องจากมีการใช้สารเคมีมากขึ้น ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว ปูเริ่มหายากมากยิ่งขึ้น จนทำให้เกษตรกรบ้านเราเกิดไอเดียปิ๊งๆ ที่อีสานร้อยแปดเราจะมานำเสนอในวันนี้ นั่นก็คือการเลี้ยงปูนา เพื่อขายเป็นอาชีพ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว
โดยธรรมชาติของปูนาแล้ว ในช่วงฤดูฝนใหม่ปูก็จะออกมาจับคู่ หากินในท้องนา สะสมอาหาร ตัวเมียก็จะเริ่มตั้งท้องประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน กรกฎาคม ปูตัวเมียจะมีไข่ในท้องประมาณ 500-1,000 ฟอง  ช่วงนี้หากเรานำแม่ปูมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ มันก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเติบโตให้เรานำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้
การสร้างบ่อซีเมนซ์เพื่อเลี้ยงปูนา
ในการทำบ่อซีเมนซ์สำหรับเลี้ยงปูนาแล้วแต่ความสะดวกของเกษตร โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมทำขนาด 2×3 เมตร จะทำเป็นแบบเทพื้นปูน หรือจะเลี้ยงแบบพื้นดินก็ได้ แต่แนะนำให้ทำแบบพื้นปูนแล้วใส่ดินหน้าประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูได้ขุดรู โดยการใส่ดินเข้าไปในบ่อนั้น เทดินแบบลาดเอียง อีกข้างนึงมีน้ำ เลียนแบบบ่อธรรมชาตินั่นเอง หรือจะเทดินทั้งหมด แล้วใส่น้ำในกะละมังก็ได้ แล้วแต่สะดวก
ปลูกพืชพรรณไม้น้ำเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูนา อาทิ ผักบุ้ง ผักตบชวา ทำการต่อสปริงเกอร์ หรือ ถ้าไม่มีก็สามารถใช้สายยางธรรมดาเตรียมไว้คอยฉีดน้ำให้บ่อชุ่มชื่นอยู่เสมอ หาเศษไม้ขอนไม้ หรือทางมะพร้าวมาวางในบ่อ เพื่อให้ปูได้อยู่อาศัยหลบซ่อน จากนั้นเราก็ปล่อยปูนาลงเลี้ยง(หาได้จากธรรมชาติหรือซื้อมาก็ได้) 1 กิโลกรัม/1 บ่อ (อัตราส่วนปูตัวผู้และตัวเมียอย่างละเท่าๆกัน)
บ่อเลี้ยงปูนา
บ่อเลี้ยงปูนา
อาหารสำหรับเลี้ยงปูนา
การให้อาหารโดยใช้อาหารปลาดุกเม็ดเล็กเสริมด้วยข้าวสวยหุงสุกคลุกเคล้าให้เข้ากัน หว่านประมาณ 1 กำมือในช่วงเย็นเนื่องจากปูนาจะออกหากินตอนกลางคืน และหมั่นดูแลบริเวณที่อยู่ของปูให้สะอาดโดยต้องเก็บเศษอาหารที่ปูกินไม่หมดทิ้ง และเก็บปูที่ก้ามหลุดออกเนื่องจากจะส่งผลให้โดนปูตัวอื่นมารุมทำร้ายและตายได้ และหากทิ้งอาหารหรือปูที่ตายไว้นานๆจะเกิดกลิ่นเหม็นเน่าและมีเชื้อราเกิดขึ้นทำให้ปูเกิดโรคได้ง่าย
อาหารเลี้ยงปูนา
อาหารเลี้ยงปูนา
ปูนาจะขุดรูเพื่อจำศีล และใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูธรรมชาติ เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ปูจะออกมากินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และจะผสมพันธุ์อีกครั้งในช่วงต้นฤดูฝนในปีถัดไป
 การเพาะพันธุ์
ปูนาสามารถนำมาเพาะในโรงเพาะฟักเพื่อผลิตลูกปูวัยอ่อนได้เช่นเดียวกับปูม้า หรือปูทะเล บ่อที่ใช้จะเป็นบ่อซีเมนต์ ถังพลาสติก หรือ ตู้กระจก ก็ได้ ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดการของแต่ละท่าน
พ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมา อนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก
การอนุบาลลูกปู
ในช่วง15วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นควรให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกก็ใช้ได้ เมื่อมีอายุประมาณ30วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อ ให้มีขนาดโตเต็มวัยได้ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง ลูกปูในระยะนี้ควรปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัว/เนื้อที่1 ตารางเมตร
การเจริญเติบโต
ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน
การลอกคราบ
ปูที่จะลอกคราบสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมดประมาณ1ชั่วโมง

การเลี้ยงกบ

สวัสดีกันอีกครั้งกับเกษตรอีสาน วันนี้อีสานร้อยแปดมาแบ่งปันข้อมูลดี ๆ ในเรื่องของการเลี้ยงกบ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีความนิยมและความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการบริโภค วันนี้อีสานร้อยแปดจึงขอแบ่งปันข้อมูลการเลี้ยงกบ มาให้พี่น้องได้เป็นแนวทางในการนำไปเลี้ยงสำหรับบริโภคในครัวเรือน หรือทำเป็นอาชีพเสริม และสามารถทำจนสร้างรายได้เป็นอาชีพหลักเลยก็เป็นได้
แต่เดิมกบเป็นอาหารตามธรรมชาติของมนุษย์ มักจะเจอตามลำห้วย หนอง บึง ท้องนา  แต่ด้วยทุกวันนี้มีการใช้สารเคมีในการเกษตร มีโรงงานเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ระบบนิเวศที่กบเคยอาศัยอยู่ได้เปลี่ยนไป  อีกทั้งความต้องการบริโภคกบก็สูงขึ้น ทำให้การจับกบไม่ได้คำนึงถึงว่าจะต้องปล่อยให้ตัวเล็ก ๆ ได้มีโอกาสเติบโตขยายพันธุ์ต่อไป จับมาขายทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ทำให้จำนวนกบตามธรรมชาติลดน้อยลงเรื่อย ๆ
เกษตรกรจึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้จากความต้องการกบเพื่อการบริโภค เพราะกบเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ใช้เวลาไม่มาก ลงทุนน้อย และคุ้มค่า มีการทำฟาร์มเลี้ยงกบหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ การเลี้ยงกบในขวด การเลี้ยงกบคอนโด แบบบ่อซีเมนต์ ฯลฯ และก็มีบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากยังขาดข้อมูลสำคัญอยู่ เช่น นิสัยใจคอของกบ พื้นที่ที่เหมาะกับการเลี้ยงกบ เป็นต้น
การเลี้ยงกบ

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

การเลือกบ่อหรือคอกเลี้ยงกบควรจะอยู่ไม่ไกลจากที่อยู่อาศัย เพื่อสะดวกในการป้องกันศัตรู เช่น  งู นก หนู หมา แมว และ คน ถ้าบ่อเลี้ยงกบหรือคอกเลี้ยงกบอยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยมาก ก็จะถูกศัตรูและคนขโมยจับกบไปขายหมด นกก็มีทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนแมวอันตรายมากเพราะนอกจากจะจับกบกินแล้ว บางครั้งก็ชอบจับกบตัวอื่น ๆ มาหยอกเล่นจนทำให้กบตาย สรุปการเลือกสถานที่เลี้ยงกบควรมีดังนี้
1. ใกล้บ้าน ง่ายและสะดวกในการดูแลรักษาและป้องกันศัตรู
2. เป็นที่สูง ป้องกันน้ำท่วม
3. พื้นที่ราบเสมอ เพื่อสะดวกในการสร้างคอกและแอ่งน้ำ
4. ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
5. ให้ห่างจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน เนื่องจากกบต้องการพักผ่อนจะได้โตเร็ว

พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง

พันธุ์กบที่นิยมนำมาเลี้ยงมี 2 พันธุ์คือ กบอเมริกันบูลฟร็อก และกบนา สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้เลี้ยงพันธุ์กบนาจะเหมาะกว่า กบนาใช้เวลาเพียง 4-5 เดือน กบก็โตได้ถึงขนาด 4-5 กิโลกรัมต่อตัว เป็นกบที่โตเร็ว และเป็นที่นิยมบริโภคมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ
ลักษณะกบนาตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย และกบตัวผู้จะมีกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถว ๆ มุมปากล่างทั้งสองข้าง ใช้สำหรับส่งเสียงร้องโดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ ส่วนกบตัวเมียส่งเสียงร้องได้เหมือนกันแต่เบากว่า ในช่วงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องและกล่องเสียงจะพองโตและใส ส่วนตัวเมียที่มีไข่แก่จะสังเกตเห็นท้องบวมและใหญ่กว่าปกติ

การเพาะพันธุ์กบ

การเตรียมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบสามารถทำได้ 2 วิธี คือ หาตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือซื้อจากแหล่งเพาะเลี้ยงกบ และเพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบขึ้นมาเอง สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้หาตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งเพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ เนื่องจากหาง่าย มีความทนทานโรค และลงทุนน้อยกว่า

การคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ

เมื่อเลือกแล้วว่าจะหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบจากแหล่งใด ก็ต้องมาคัดเลือกว่ากบที่จะมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต้องมีลักษณ์อย่างไรบ้าง
1. แม่พันธุ์ตัวที่มีไข่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และจะมีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ 2 ข้าง เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้ และแม่พันธุ์ตัวที่พร้อมมากจะมีปุ่มสากมากแต่เมื่อไข่หมอท้องปุ่มสากนี้ก็จะหายไป
2. การคัดเลือกพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องเสียงดังและกล่องเสียงที่ใต้คางก็จะพองโปน ลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มและมื่อเราใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้อง มันจะใช้ขาหน้ากอดรัดนิ้วเราไว้แน่น

การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์กบ

เมื่อได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบแล้วต้องมีการเตรียมสถานที่สำหรับผสมพันธุ์
1. ล้างทำความสะอาดบ่อเพาะพันธุ์ด้วยด่างทับทิมเข้มข้น 10 ppm แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นล้างทำความสะอาดด่างทับทิมออกให้หมด
2. เติมน้ำสะอาดใส่บ่อให้ลึกประมาณ 5-7 ซม. และไม่ควรให้ระดับน้ำสูงเกินไปกว่านี้เพราะไม่สะดวกในการที่กบตัวผู้จะโอบรัดตัวเมีย เพราะว่าขณะที่กบตัวเมียเบ่งไข่ออกมาจากท้อง จะต้องใช้ขาหลังยันที่พื้น ถ้าน้ำลึกมากขาหลังจะยันพื้นไม่ถึงและจะลอยน้ำทำให้ไม่มีพลัง เป็นเหตุให้ไข่ออกมาไม่มาก
3. เตรียมฝนเทียม โดยทั่วไปกบจะจับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน แต่เราจะเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำท่อ PVC ขนาดครึ่งนิ้ว มาเจาะรูเล็กๆ ตามท่อต่อน้ำเข้าไปและให้น้ำไหลออกได้คล้ายฝนตก แล้วนำท่อท่อนนี้ไปพาดไว้บนปากบ่อหรือหลังคาคลุมบ่อ และเปิดใช้เวลาที่จะทำการผสมพันธุ์กบ
บ่อกบ

การผสมพันธุ์กบ

1. ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้ โดยให้มีตัวผู้ต่อตัวเมียจำนวน 1:1 ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. และต้องปล่อยให้กบผสมกันในตอนเย็น
2. เมื่อปล่อยกบลงไปแล้วจึงเปิดฝนเทียมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้กบจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา ประมาณ 17.00 น. – 22.00 น. ซึ่งภายในบ่อเพาะต้องมีท่อให้น้ำล้นออกด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินไป
3. กบจะจับคู่ผสมพันธุ์และจะปล่อยไข่ตอนเช้ามืด
ไข่กบ

การลำเลียงไข่กบจากบ่อผสมไปบ่ออนุบาล

1. หลังจากกบปล่อยไข่แล้วในตอนเช้า ต้องจับกบขึ้นไปใส่ไว้ในบ่อดิน จากนั้นจะค่อย ๆ ลดน้ำในบ่อลงและใช้สวิงผ้านิ่ม ๆ รองรับไข่ที่ไหลตามน้ำออกมา ในขณะที่น้ำลดนั้นต้องคอยใช้สายยางฉีดน้ำเบา ๆ ไล่ไข่  ขั้นตอนนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้ไข่แตก และจะต้องทำในตอนเช้าในขณะที่ไข่กบยังมีวุ้นเหนียวหุ้มอยู่
2. นำไข่ที่รวบรวมได้ไปใส่บ่ออนุบาลโดยใช้ถ้วยตวงตักไข่ โรยให้ทั่วๆ บ่อแต่ต้องระวังไม่ให้ไข่กบซ้อนทับกันมาก เพราะจะทำให้ไข่เสียและไม่ฟักเป็นตัว เนื่องจากขาดออกซิเจน
3. ระดับน้ำที่ใช้ในการฟักไข่ประมาณ 7-10 ซม. ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชม.

การอนุบาลและการให้อาหารลูกบ

เมื่อไข่กบฟักออกเป็นตัวแล้วช่วงระยะ 2 วันยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกกบยังไใช้ไข่แดง (yolk sac) ที่ติดมาเลี้ยงตัวเองอยู่ หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหาร เช่น ไรแดง ไข่ตุ๋น อาหารเม็ด ตามลำดับดังนี้
– อายุ 3 – 7 วัน ให้อาหาร 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จำนวน 5 มื้อต่อวัน
– อายุ 7 – 21 วัน ให้อาหาร 10-15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จำนวน 5 มื้อต่อวัน
– อายุ 21 – 30 วัน ให้อาหาร 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จำนวน 4 มื้อต่อวัน
– อายุ 1 – 4 เดือน ให้อาหาร 4-5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จำนวน 2 มื้อต่อวัน
การให้อาหารลูกกบ

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ

1. เมื่อลูกอ๊อดฟักออกเป็นตัวจะต้องเพิ่มระดับน้ำในบ่อขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ที่ระดับความลึก 30 ซม.
2. ลูกอ๊อดอายุครบ 4 วัน จะต้องทำาการย้ายบ่อครั้งที่ 1 และระดับน้ำที่ใช้เลี้ยงควรอยู่ที่ระดับ 30 ซม.
3. เปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันๆ ละ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
4. ทุกๆ 3-4 วัน ทำการย้ายบ่อพร้อมกับคัดขนาดลูกอ๊อด
5. เมื่อลูกอ๊อดเริ่มเข้าที่ขาหน้าเริ่มงอกต้องลดระดับน้ำในบ่อลงมาอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 5-10 ซม. และจะต้องใส่วัสดุที่ใช้สำหรับเกาะอาศัยลงไปในบ่อ เช่น ทางมะพร้าว แผ่นโฟม เป็นต้น

การคัดขนาดลูกกบ (ลูกอ๊อด)

เมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์หลังฟักออกจากไข่ ลูกอ๊อดจะเริ่มมีขนาดไม่เท่ากัน เนื่องจากการที่กบกินอาหารไม่ทันกัน  ดังนั้นจึงต้องทำการคัดขนาดเมื่อลูกอ๊อดอายุได้ประมาณ 7 – 10 วัน โดยการใช้ตะแกรงคัดขนาดที่ทำจากตาข่ายพลาสติกที่มีขนาดของช่องตาขนาดต่างๆกัน ซึ่งเราสามารถเลือกซื้อตามขนาดของตัวอ๊อดระยะต่างๆ ได้
โดยให้ทำการคัดขนาดทุก ๆ 3-4 วันทำและแยกไปไว้ในแต่ละบ่อ  ในระยะที่ลูกอ๊อดบางตัวเริ่มมีขาหน้างอกออกมาจะใช้ตะแกรงคัดขนาดไม่ได้แล้ว เนื่องจากลูกอ๊อดจะเกาะอยู่ที่ตะแกรงและไม่ลอดช่องลงไปจนต้องเปลี่ยนมาใช้กะละมังเติมน้ำให้เต็มแล้วคัดลูกกบที่มีครบ 4 ขาออกไปใส่บ่อเดียวกันไว้
เมื่อลูกกบอายุประมาณ 1 เดือนลูกกบจะเป็นตัวเต็มวัยไม่พร้อมกัน ลูกกบตัวที่หางยังครบก็จะอยู่ในน้ำ ส่วนลูกกบตัวที่หางหดเป็นตัวเต็มวัยแล้วก็จะอยู่บนบก จึงต้องคัดแยกลูกกบที่โตเต็มวัยออกไปใส่บ่ออื่น ๆ โดยในบ่อแต่ต่อจะแบ่งตามอายุลูกกบดังนี้
– อายุ 7 วัน อนุบาลและการปล่อยเลี้ยง 2,000 ตัว/ตร.ม.
– อาย ุ 8 – 14 วัน อนุบาลและการปล่อยเลี้ยง 1,500 ตัว/ตร.ม.
– อายุ 15 – 25 วัน อนุบาลและการปล่อยเลี้ยง 800 ตัว/ตร.ม.
– อาย ุ 26 – 30 วัน อนุบาลและการปล่อยเลี้ยง 500 ตัว/ตร.ม.
– อายุ 1 – 4 เดือน อนุบาลและการปล่อยเลี้ยง 100 – 150 ตัว/ตร.ม.
ลูกอ๊อด

การดูแลและเลี้ยงกบเต็มวัยจนกบโต

การให้อาหารกบควรจะให้วันละ 2 ครั้ง คือ เวลา 07.00 น. และ 17.00 น. โดยให้ปริมาณอาหารเท่ากับ 10 % ของน้ำหนักกบ เช่น กบในบ่อมีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ควรให้อาหาร 10 กิโลกรัม เป็นต้น
อาหารของกบมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าผู้เลี้ยงสามารถหาอาหารแบบใดได้
1. เนื้อปลาสับ
2.  ปลายข้าว 1 ส่วน ผักบุ้ง 2 ส่วน ต้มรวมกับ เนื้อปลา เนื้อหอยโข่ง หรือปู
3. เปิดไฟล่อให้แมลงมาเล่นไฟแล้วตกลงในบ่อเลี้ยง แต่ผลเสียคือ แมลงอาจจะมีพิษหรือแมลงมียาฆ่าแมลงตกค้าง ทำให้กบตายได้
ในการให้อาหารช่วงเช้า 07.00 น. ต้องมีการเก็บภาชนะไปล้างประมาณเวลา 10.00 น. เพื่อป้องกันอาหารบูด ส่วนอาหารเย็น 17.00 น.ไม่ต้องเก็บภาชนะไปล้าง เพราะว่ากลางคืนอาหารจะไม่บูดเสีย และธรรมชาติของกบจะหากินตอนกลางคืน
การเลี้ยงกบต้องคอยคัดขนาดกบให้เท่า ๆ กันในแต่ละบ่อ เพื่อไม่ให้กบใหญกินกบเล็ก  และกบเป็นสัตว์ที่ชอบอิสระเสรี ถ้าใช้อวนไนลอนกั้นคอก ทำให้กบสามารถมองเห็นภายนอกและพยายามหาทางออกไปข้างนอก โดยจะกระโดดชนอวนไนลอนจนปากกบบาดเจ็บและเป็นแผล กินอาหารได้น้อยลงจนถึงกินไม่ได้เลยก็มี
ทำที่ให้กบขึ้นมาพัก

การเลี้ยงกบในบ่อดิน

ใช้พื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่ำน้ำลึกประมาณ 1 เมตร ทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร หรือใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ รอบบ่อปล่อยให้หญ้าขึ้น หรือปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัย มีผักตบชวาหรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน มุมใดมุมหนึ่งมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงา

การเลี้ยงกบในคอก

เมื่อปรับพื้นที่ราบเรียบเสมอกันแล้ว ขุดอ่างน้ำไว้ตรงกลางคอก เช่น คอกขนาด 4 x 4 เมตร ขนาด 6 x 6 เมตร หรือขนาด 8 x 8 เมตร ต้องทำแอ่งน้ำขนาด 2 x 3 เมตร มีความลึกประมาณ 20 ซม. เป็นบ่อซีเมนต์และลาดพื้นแอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน ขัดมันกันรั่ว ใส่ท่อระบายน้ำจากแอ่งขนาด 0.5 นิ้ว รอบๆ แอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน เพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและที่กบได้พักอาศัย รอบ ๆ คอกปักเสาทั้ง 4 ด้านให้ห่างกัน ช่วงละ 2 เมตร นำอวนสีเขียวมาขึงรอบนอก นำทางมะพร้าวแห้งมาพาดให้เต็มแต่อย่าแน่นเกินไป แล้วหากระบะไม้ กะละมังแตก หรือกระบอกไม้ไผ่อันใหญ่ๆ มาวางไว้ในคอกเพื่อให้กบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนกระบะหรือลังไม้ที่นำมาวาง ให้เจาะประตูเข้าออกทางด้านหัวและท้ายเพื่อสะดวกต่อการจับกบจำหน่ายการทำคอกเลี้ยงกบแบบนี้ มีอัตราปล่อยกบลงเลี้ยง คือ
คอกขนาด 4 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,000 ตัว
คอกขนาด 6 x 6 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,200 ตัว
คอกขนาด 8 x 8 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 2,500 ตัว
การเลี้ยงกบในคอก

การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์

แบบนี้เป็นที่นิยมเพราะดูแลรักษาง่าย กบมีความเป็นอยู่ดีและเจริญเติบโตดี สะดวกสบายต่อผู้เลี้ยงในด้านการดูแลรักษา บ่อปูนซีเมนต์สร้างจากแผ่นซีเมนต์บล๊อก และฉาบด้วยปูนซีเมนต์ ปูนที่ฉาบจะหนาเป็นพิเศษ ตรงส่วนล่างที่เก็บขังน้ำ คือ มีความสูงจากพื้นเพียง 1 ฟุต พื้นล่างเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดสุด พื้นที่เป็นที่ขังน้ำนี้ นำวัสดุลอยน้ำ เช่น ไม้กระดาน ขอนไม้ ต้นมะพร้าว ให้ลอยน้ำ เพื่อให้กบขึ้นไปเป็นที่อยู่อาศัย สามารถเลี้ยงปลาดุกเพื่อให้เก็บกินเศษอาหารและมูลกบได้ด้วย ในอัตราส่วนกบ:ปลาดุก 100:20 ด้านบนของบ่อจะเปิดกว้างเพื่อให้แดดส่องลงไปทั่วถึง มุมใดมุมหนึ่งของบ่นำทางมะพร้าวมาปกคลุม เพื่อเป็นส่วนของร่มบ่อเลี้ยงกบแบบซีเมนต์ ถ้าทำขนาด 3 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ 1,000 ตัวและปลาดุกอีก 200 ตัวพื้นล่างของบ่อดังกล่าว
การเลี้ยงกบในบ่อปูน

การจับกบจำหน่าย

เนื่องจากสถานที่และรูปแบบบ่อเลี้ยง ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกัน ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย ดังนี้
1. การเลี้ยงกบในบ่อดิน จะต้องจับหมดทั้งบ่อในคราวเดียว เพราะบ่อเลี้ยงมีโคลนตมและต้องเก็บพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ขึ้นให้หมดก่อน ต้องใช้เวลาและแรงงานมาก และต้องไล่จับกบที่หลบซ่อนให้หมดในครั้งเดียว
2. การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับทั้งหมดหรือจับเป็นบางส่วนก็ได้ โดยทำกระบะไม้ ซึ่งปกติกบก็จะเข้าไปอยู่ในกระบะ แล้วให้มีช่องเข้าออกอยู่ตรงข้ามกัน ด้านหนึ่งให้กบกระโดดออกจากบ่อเข้ากระสอบที่เตรียมไว้ และช่องสำหรับให้มือล้วงไปต้อนให้กบกระโดดเข้ากระสอบ
3. การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับทั้งหมดหรือจับเป็นบางส่วนก็ได้  โดยใช้สวิงช้อน หรือใช้มือจับก็ได้
การเลี้ยงกบควรจะคำนึงถึงฤดูต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากฤดูฝนจะมีกบธรรมชาติออกมาขายค่อนข้างมาก จึงทำให้ราคากบในช่วงฤดูฝนต่ำกว่าฤดูอื่น ผู้เลี้ยงจึงต้องเผื่อระยะเวลาเพื่อให้กบโตพร้อมจะจับในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาว จึงจะขายได้ราคาคุ้มค่าการลงทุน
และการขนส่งกบควรจะมีภาชนะใส่น้ำเล็กน้อย และมีวัสดุให้กบเข้าไปหลบอาศัย เช่น ฟาง ผักบุ้ง ผักตบชวา เพราะถ้าไม่มีวัสดุให้กบหลบซ่อน จะทำให้กบตกใจกระโดดจนจุกเสียและตายได้
กบนา

การทำความสะอาดบ่อเลี้ยงกบ

1. งดให้อาหารกบก่อนลงไปทำความสะอาด เพราะถ้ากบกินอาหารแล้วกระโดดเต้นไปมาเพราะตกใจเนื่องจากคนลงไปรบกวน จะทำให้กบจุกเสียดแน่นและตาย
2. ควรหาวัสดุที่โปร่งเป็นโพรง เช่น ทางมะพร้าวสุมทุมเพื่อให้กบเข้าไปหลบซ่อนตัวเมื่อเข้าไปทำความสะอาด โดยเฉพาะในบ่อซีเมนต์เมื่อปล่อยน้ำเก่าทิ้งจนแห้ง กบจะเข้าไปหลบตัว
3. หลังจากทำความสะอาดแล้ว อาหารมื้อต่อไปควรผสมยาลงไปด้วยทุกครั้ง เพื่อบรรเทาอาการอักเสบลงได้

โรคและการป้องกันโรค

โรคที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดการเลี้ยงและการจัดการไม่ดี ทำให้มีการหมักหมมของเสียต่าง ๆ เกิดขึ้นในบ่อ โดยเฉพาะการใช้บ่อซีเมนต์ หรือมีจำนวนกบหนาแน่นเกินไป และอาจจะขาดความเอาใจใส่และไม่เข้าใจในเรื่องความสะอาดของบ่อรวมถึงน้ำที่เลี้ยง โอกาสที่กบจะเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียจึงมีมากขึ้น
สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันโรคคือ บ่อเลี้ยงต้องสะอาด มีแสงแดดส่งถึงพื้น น้ำต้องสามารถถ่ายเทได้สะดวกโดยทำท่อน้ำเข้าทางหนึ่ง และทำท่อน้ำระบายออกอีกทางหนึ่ง
และยังสามารถเลี้ยงปลาดุกเพื่อให้ช่วยเก็บกินเศษอาหารและมูลกบ ในอัตรส่วนกบ:ปลาดุก 100:20 นั่นคือปล่อยกบ 100 ตัว แล้วปล่อยปลาดุกไม่เกิน 20 ตัว  การปล่อยกบเลี้ยงในบ่อต้องไม่มีจำนวนมากเกินไป และถ้าพบว่ากบตัวใดมีอาการผิดปกติให้แยกออกมาจากบ่อทันที
การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

ต้นทุนการเลี้ยงกบนา

การเลี้ยงกบนามีการใช้น้ำไม่มาก และใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงได้ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์ขนาดประมาณ 6-12 ตารางเมตร ใน 1 บ่อมีจำนวนกบประมาณ 400-800 ตัว ใช้เวลาเลี้ยง 3-4 เดือนก็สามารถจับขายได้ เมื่อคิดแล้วต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 25-30 บาท/กิโลกรัม

แนวโน้มการเลี้ยงกบในอนาคต

กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งซึ่งตลาดนิยมบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สเปน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเลี้ยงตัวตามธรรมชาติของกบลดลง ดังนั้นแนวโน้มการเลี้ยงกบในอนาคต จึงถือว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ไม่มีปัญหาด้านการจำหน่าย และราคาก็ดีมีผลคุ้มค่าต่อการลงทุน ลงแรง สามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกช่วยการขาดดุลให้แก่ประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย
อีสานร้อยแปดก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้พี่น้องเราได้มีอาชีพเสริม เพิ่มเติมรายได้ หรืออาจจะหันมาทำอาชีพเลี้ยงกบเต็มตัว  และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ ก็สามารถเข้าไปได้ที่การเพาะเลี้ยงกบครับ

การเลี้ยงกุ้ง

อาชีพการเกษตรอีกอย่างหนึ่ง ที่หลายๆท่านคิดไม่ถึง ว่าจะเอามาทำเป็นอาชีพได้ นั่นก็คือการเลี้ยงกุ้งฝอยครับพี่น้อง บ่น่าเชื่อว่ากุ้งฝอยที่หลายๆคนมองข้าม มันจะสามารถเอามาทำเป็นอาชีพ เลี้ยงเพื่อการค้า สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้
วันนี้ทีมงานอีสานร้อยแปดขอเสนอ “การเลี้ยงกุ้งฝอย” ที่สามารถทำได้ง่ายๆภายใมนครัวเรือนของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกุ้งในบ่อพลาสติก หรือ การเลี้ยงกุ้งในกระชัง เลือกแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเรา นั่นเอง
การเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อพลาสติก
การเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อพลาสติก
การเตรียมบ่อ สำหรับวิธีการเลี้ยงกุ้งในบ่อพลาสติก
1.เตรียมบ่อลึก 70 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร
2.ปูก้นบ่อด้วยพลาสติกสีดำนำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร
3.เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
4.นำสาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
5.แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่
การเลี้ยงกุ้งฝอย ในกระชัง
การเลี้ยงกุ้งฝอย ในกระชัง
การเตรียมกระชัง สำหรับ การเลี้ยงกุ้งในกระชัง
1. ทำการเย็บกระชังด้วยข่ายเขียว ด้วยขนาดที่เหมาะสม
2.ปักหลักทั้งสี่มุมของกระชังลงในบ่อน้ำ
3.นำผักตบ สาหร่ายลงไปเลี้ยงในกระชัง เหมือนกับวิธีเลี้ยงในบ่อพลาสติก
4.ปล่อยกุ้งลงไปเลี้ยงประมาณ 5 ขีด ต่อกระชัง
บ่อซีเมนซ์ เลี้ยงกุ้งฝอย
บ่อซีเมนซ์ เลี้ยงกุ้งฝอย
การเตรียมบ่อซีเมนต์ สำหรับวิธีเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์
1.เตรียมบ่อซีเมนต์กลม ที่สะอาด ผ่านการใช้งานแล้ว ถ้าเป็นบ่อเก่าจะดีมากๆ หากเป็นบ่อใหม่ต้องทำการแช่น้ำทิ้งไว้ ซักอาทิตย์ก่อน เพื่อให้ให้มีความเค็มของปูน
2.เติมน้ำลงในบ่อ ทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์
3.นำสาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
4.แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่
อาการกุ้งฝอย
อาการกุ้งฝอย
อาหารกุ้งฝอย
1.ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
2.รำอ่อน 3 ขีดผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน
หลังจากให้อาหารประมาณ1 เดือน  กุ้งจะวางไข่ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดูว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่
เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่  ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาทีเพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหลแล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่) ประมาณ 1-2 เดือน  กุ้งก็จะโตเต็มที่ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท
สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว
1.EM 2 ช้อนแกง
2.กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
3.น้ำ 1 ลิตร
นำส่วนผสมมาหมักรวมกันตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์
อัตราส่วนในการใช้ : อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง  จะช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ  กุ้งโตเร็ว
แหล่งที่มาของข้อมูล :
เว็บไซท์รักบ้านเกิด ดอทคอม ,คุณจันทร์ ชัยภา
ที่อยู่ : หมู่ที่7 ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

เมนูง่ายๆขายได้เงินเยอะ

1. เมนูมันฝรั่ง

          มันฝรั่งทอดเป็นของกินเล่นที่คนไทยคุ้นลิ้นมานาน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็เทใจให้มันฝรั่งทอดกันหมด และมันฝรั่งเองก็เป็นวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารว่างได้หลายแนว ใช้ต้นทุนต่ำ และทำขายง่าย โดยสามารถทำเมนูของว่างไปขายได้ดังนี้

        - 12 สูตรเฟรนช์ฟรายส์แบบไม่ทอด อาหารว่างสุดแนวที่ไม่ใช่แค่มันฝรั่งทอด 

        - เฟรนช์ฟรายส์ราดซอสมะเขือเทศและชีส 

        - มันฝรั่งชุบเกร็ดขนมปังทอด อาหารว่างแนว ๆ ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา 

        - มันฝรั่งชุบช็อกโกแลต ของกินเล่นไฮโซทำกินง่าย ๆ 

        - มันบดไมโครเวฟ เนื้อเนียนนุ่ม ทำง่าย ๆ

        - มันบดอบชีส 

        - มันฝรั่งเกลียวทอดกรอบ


2. แซนด์วิช 

          หลายคนเลือกแซนด์วิชเป็นเมนูอิ่มท้องแทบทุกวัน โดยเฉพาะหากขายตั้งแต่เช้าตรู่ได้ และมีแซนด์วิชหลาย ๆ แบบให้ลูกค้าเลือก โดยเมนูแซนด์วิชก็มีส่วนประกอบไม่ซับซ้อน วิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เยอะ และที่สำคัญไม่เน้นฝีมือการทำอาหารเท่าไร เพราะเรามีตัวช่วยเป็นแซนด์วิชเบรดนั่นเอง ดังนั้นเน้นแค่ความสด สะอาดของวัตถุดิบก็น่าจะพอได้ 

         - 13 วิธีทำแซนด์วิช ขายก็ได้ กินก็อิ่ม เลือกทำเองอร่อยถูกใจ 

         - แซนด์วิชแฮมชีส อาหารว่างเมนูขนมปังกรอบนอกนุ่มใน ชีสเยิ้ม 

         - แซนด์วิชไส้ปูอัด เมนูขนมปังง่าย ๆ จะมื้อไหน ๆ ก็อิ่มท้อง 
         - แซนด์วิชขนมปังปิ้งหน้าเสือกับหมีโคอาลา อาหารเช้าสุดน่ารักจากขนมปังปิ้ง 

         - แซนด์วิชผลไม้ เบเกอรี่ทำง่าย อร่อยหลากรส 

         - 19 วิธีทำแซนด์วิชของหวานสุดฟิน น่ากินแบบนี้เห็นทีมีกรี๊ดสลบ 


3. ขนมปังปิ้ง

          ยังวนอยู่กับเมนูขนมปัง เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าความหอมกรุ่นและเนื้อนุ่ม ๆ ของขนมปังเรียกลูกค้าได้ดีไม่แพ้อาหารคาว โดยเฉพาะหากเป็นเมนูขนมปังปิ้ง กลิ่นหอมของเนย นม และยีสต์ จะเตะจมูกลูกค้าให้เร่เข้ามาซื้อเลยเชียวล่ะ อีกทั้งหากมีไอเดียปิ้งขนมปังที่ไม่เหมือนใคร ความแปลกใหม่ก็จะช่วยให้คุณขายง่ายขึ้นด้วย ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรคะ มาส่องสูตรขนมปังปิ้งน่ากินกันเถอะ

        - ขนมปังปิ้งเสียบไม้ อาหารว่างไอเดียเก๋ ถือกินง่าย เลือกได้หลายรส

        - 15 เมนูขนมปัง เปลี่ยนขนมปังธรรมดาให้น่าหม่ำ ในราคาประหยัด

        - วิธีทำลายบนขนมปังปิ้ง มุ้งมิ้งน่าหม่ำ ด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ หาได้ในครัว 




4. วุ้น

          วุ้นเป็นของกินเล่นที่กินง่าย ทำก็ง่าย ใช้ส่วนประกอบเพียงไม่กี่อย่าง แต่สามารถทำวุ้นออกมาได้หลายรูปแบบ รส กลิ่น และความอร่อย วุ้นจึงเป็นของว่างที่น่าลองทำขายเหมือนกัน โดยเรามีสูตรทำวุ้นมาเป็นไกด์ดังนี้

        - วุ้นลูกแก้วผลไม้สด ขนมหวานเมนูวุ้นลูกกลมเคี้ยวเพลิน 
        - วุ้นกะทิ ขนมไทยง่าย ๆ กินตอนไหนก็ใช่ 

        - วุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน ขนมไทยกรุบกรอบ ทำง้ายง่าย 
        - วุ้นลูกชุบ ขนมหวานหลากสีสัน น่าทานสุด ๆ 



5. พุดดิ้ง

          นอกจากวุ้นแล้วก็มีเมนูกินเล่นอย่างพุดดิ้งที่ครองใจคนชอบกินขนมหวานอิ่มท้องเบา ๆ อยู่พอสมควร โดยเฉพาะหากไปขายตามตลาดหรือใกล้ ๆ แหล่งออฟฟิศ เพราะเราสามารถทำพุดดิ้งเป็นขนมหวานแนวรักสุขภาพด้วยการเติมส่วนประกอบที่เป็นผลไม้ หรืออาหารเพื่อสุขภาพเข้าไปได้ด้วย ที่สำคัญพุดดิ้งไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะคะ

        - พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ขนมหวานหอมกลิ่นมะพร้าว

        - 12 สูตรพุดดิ้งเมล็ดเจีย ขนมหวานคลีน ๆ แคลอรีต่ำ เพื่อสุขภาพ 
        - พุดดิ้งมะม่วงสูตรไมโครเวฟ ขนมหน้าตาดีที่เพิ่งรู้ว่าทำง่าย 

        - สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ตพุดดิ้ง เนื้อนุ่มนิ่มทำง่ายด้วยไมโครเวฟ 


6. ข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิ
          เมนูข้าวโพดปิ้งเฉย ๆ อาจธรรมดาไป เราก็เติมความพิเศษด้วยการราดกะทิหอม ๆ หวาน มัน เข้าไปก็ได้ ซึ่งวิธีทำก็ไม่ยากค่ะ และเพิ่มต้นทุนจากการขายข้าวโพดปิ้งมาอีกนิดเดียวเท่านั้น แต่สามารถอัพราคาขายให้สูงขึ้นได้ และด้วยความแปลกใหม่ไม่ค่อยมีใครขาย เมนูของกินเล่นอย่างข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิก็น่าจะเรียกลูกค้าได้เยอะพอสมควร โดยอุปกรณ์และขั้นตอนการทำ สามารถดูได้ที่ ข้าวโพดปิ้งกะทิ หอม หวาน มัน แบบนี้ต้องลอง 





7. หมูทอดข้าวโพด

          เมนูของกินเล่นที่เอาใจเด็กวัยใส หรือผู้ใหญ่ก็อาจอยากซื้อไปกินรองท้อง เพราะจะบอกว่าเมนูหมูทอดข้าวโพดทำกินเล่นก็ได้ หรือจะกินเป็นกับข้าวก็ไม่น่าจะแปลกเท่าไร เลยกลายเป็นเมนูของกินเล่นที่เจาะกลุ่มลูกค้าได้ทั้งสองกลุ่ม ที่สำคัญเมนูนี้ยังไม่ค่อยมีใครขายนะคะ เปิดตลาดได้ง่ายเชียวล่ะ มาดู สูตรหมูทอดข้าวโพด อาหารว่างแบบง่าย ๆ กินเล่นอร่อยเพลิน  

8. นมสดทอด

          ของกินเล่นหวาน ๆ นุ่ม ๆ เต็มรสนมสด เมนูนี้กำลังฮิตในหมูวัยรุ่นและเด็ก ๆ โดยอาจจะเพิ่มมูลค่าของนมสดทอดด้วยการมีท็อปปิ้งให้ลูกค้าเลือกก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นผงปรุงรสปาปริก้า ผงชีส ผงบาร์บีคิว หรือผงปรุงรสอื่น ๆ

          สูตรนมสดทอด เมนูของหวานสุดฟิน 

ภาพจาก คุณ butterflypea 

9. ชีสทอด

          อีกหนึ่งเมนูของกินเล่นที่ฮิตไปทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะสาวกชีสนี่ยอมใจให้เมนูนี้แบบไม่มีเงื่อนไข เห็นที่ไหนเป็นต้องซื้อเลยว่างั้น แถมเมนูนี้ยังใช้ทุนไม่สูง อุปกรณ์ไม่เยอะ ขั้นตอนการทำก็ไม่วุ่นวาย น่าทำขายไหมล่ะแบบนี้

          สูตรชีสทอด กรอบนอก ยืดใน เมนูของว่างสุดอร่อย 


10. ปูอัดทอดกรอบ
          เปลี่ยนเมนูปูอัดที่เคยกินมาฉีกเป็นฝอย ๆ แล้วจับลงทอดกรอบเพิ่มความแปลกใหม่เป็นจุดขาย โดยเมนูนี้ลงทุนไม่มากค่ะ แต่สามารถขายได้ราคาดี เพราะมีมายองเนสและผงวาซาบิเป็นเครื่องเคียงที่ทำให้เมนูปูอัดทอดไม่เห่ยจนเกินไป อีกทั้งยังเป็นความแปลกใหม่ที่ใครเห็นก็คงอยากลอง

          สูตรปูอัดทอด อาหารว่างทำง่าย ๆ อร่อยไม่ซ้ำใคร



11. ขนมโตเกียว

          เมนูของกินเล่นยอดฮิตที่เด็ก ๆ มักจะมายืนต่อคิวซื้อโตเกียวกันอยู่หน้าโรงเรียน และเชื่อไหมคะว่าพอยกโตเกียวไปขายในตลาด กลุ่มคนวัยทำงาน วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็เป็น FC ขนมโตเกียวกันไม่น้อย และหากใครบอกว่าขนมโตเกียวต้องใช้ทุนมาก กระซิบกันตรงนี้เลยว่า แค่มีกระทะเทฟลอนใบเดียวก็เอาอยู่ แต่อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง เอาน่า ! มีทุนมากขึ้นเมื่อไรค่อยขยับขยายเนอะ

          สูตรขนมโตเกียว ขนมนี้ไทยแลนด์โอนลี่เท่านั้น


12. ไข่นกกระทาทอด 
          ไข่นกกระทาทอดแม้จะเป็นเมนูกินเล่นง่าย ๆ แต่กลับไม่ค่อยมีคนขายเท่าไร ทั้ง ๆ ที่วิธีทำก็ไม่ยากมากนัก หนำซ้ำต้นทุนยังไม่แรงด้วยนะ ดังนั้นหากไม่รู้จะทำของกินอะไรขาย แนะนำเป็นไข่นกกระทาทอดเลยค่ะ เคี้ยวเพลิน ขายในราคาที่ไม่สูงมาก น่าจะขายดี

          สูตรไข่นกกระทาทอด ลูกกลม ๆ หวาน ๆ เคี้ยวเพลิน 


13. ลูกชิ้นปิ้ง
          ลูกชิ้นกลม ๆ นี่แหละขายง่ายสุด ๆ โดยเฉพาะลูกชิ้นปิ้งที่คุณสามารถแสดงความโดดเด่นด้วยสูตรน้ำจิ้มรสแซ่บ หรือจะพลิกแพลงด้วยการนำลูกชิ้นไปหมักและปรุงรสให้กลมกล่อม จะได้ลูกชิ้นปิ้งหอมเครื่องเทศและลูกชิ้นปิ้งสีสวย ๆ น่าหม่ำ

          สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง รสแซ่บ เจอแบบนี้ซื้อลูกชิ้นมารอเลย
ป๊อปคอร์น

14. ป๊อปคอร์น

          ข้าวโพดคั่วหลากหลายรสทำง่าย ๆ ขายก็ง่าย ใช้ทุนไม่สูง และไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคั่วข้าวโพดแต่อย่างใด โดยระยะแรกอาจใช้เตาแก๊สธรรมดาในการคั่วข้าวโพดเพื่อเซฟต้นทุนก่อนก็ได้ ส่วนวิธีทำก็นี่เลย วิธีทำป๊อปคอร์นกินเองด้วยเตาแก๊ส ง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน 

ซีเรียลอบกรอบ

15.  ธัญพืชอบกรอบ

          ของกินเล่นสุดฮิตของคนรักสุขภาพและไม่อยากอ้วน ซึ่งต้องยอมรับจริง ๆ ว่าช่วงนี้อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมสูงมาก โดยเฉพาะของกินเล่นเคี้ยวเพลินอย่างบรรดาธัญพืชอบกรอบ ซึ่งคุณสามารถแสดงเสน่ห์ปลายจวักให้เมนูธัญพืชอบกรอบได้หลายแนว แล้วแต่ความถนัดและความชอบ

        - คอร์นเฟล็กคาราเมล เมนูธัญพืชกรอบ ๆ ทำกินเองก็ได้ ทำขายก็เริด 

        - ข้าวโอ๊ตอบเมเปิลไซรัป ธัญพืชอบอร่อยยิ่งกว่าคาราเมลคอร์นเฟล็ก 

        - ลูกเดือยอบกรอบ

          ของกินเล่นทำง่าย ๆ ที่ใช้ทุนไม่สูงแบบนี้ หากอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรือจะจริงจังให้เป็นอาชีพหลักก็น่าสนใจ เผื่อจับตลาดดี ๆ และมีฝีมือพอตัว จากธุรกิจขายของกินเล่นข้างทาง อาจกลายเป็นธุรกิจพันล้านในอนาคตก็ได้ ขอแค่มีความขยันและอดทนเท่านั้นนะคะ